ประวัติเทศบาล
 ประวัติหมู่บ้าน
  - ม.1 บ้านทาทุ่งหลวง
  - ม.2 บ้านเหมืองลึก
  - ม.3 บ้านท้องฝาย
  - ม.4 บ้านหนองยางไคล
  - ม.5 บ้านหนองยางฟ้า
  - ม.6 บ้านทุ่งทองกวาว
 ประวัติวัด
  - วัดทาทุ่งหลวง
  - วัดศรีมงคล
  - วัดหนองยางไคล
 แผนที่เทศบาลตำบลทาทุ่งหลวง
 คำแถลงนโยบายนายก
 ประกาศลดขั้นตอนการปฎิบัติงาน
-------------------------------
 ผู้บริหารเทศบาล
 โครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ
 โครงสร้างส่วนราชการ
  - สำนักปลัด
  - กองการศึกษา
  - กองคลัง
  - กองช่าง
 กำนัน/ผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาล
 อำนาจหน้าที่ของเทศบาล
-------------------------------
 แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
 แผนพัฒนา 3 ปี
 แผนการดำเนินงาน
 เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประ
   จำปี
 รายงานการติดตามและประเมินผล
   แผนพัฒนา
 แผนอัตรากำลัง 3 ปี
 แผนบริหารความต่อเนื่องในการ  บริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤต
-------------------------------
 •ศูนย์ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวตำบลทา
  ทุ่งหลวง
  - ประวัติแกะสลักตำบลทาทุ่งหลวง
  - แผนที่ท่องเที่ยวตำบลทาทุ่งหลวง
  - ผลิตภัณฑ์ชุมชน
  - สถานที่ท่องเที่ยว
  - หัตถกรรมไม้แกะสลัก
  - ผู้ประกอบการ
  - ภูมิปัญญาชาวบ้าน
  - สะสมของเก่า
-------------------------------
 •ป่าชุมชนตำบลทาทุ่งหลวง
 •บุคคลที่ควรยกย่อง
 •รางวัล / ผลงานดีเด่น
 •งานไม้แกะสลักของดีอ.แม่ทา
 •ประมวลภาพกิจกรรม
 •สาระน่ารู้เกี่ยวกับ อาเซียน
 •ร้องเรียนร้องทุกข์
 
 
 
 
ประวัติแกะสลักตำบลทาทุ่งหลวง

     สำหรับประวัติการแกะสลักไม้ ของอำเภอแม่ทา ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่แต่พอสันนิษฐานตามประวัติศาสตร์ ได้ว่า “การแกะสลักไม้” ของชาวอำเภอแม่ทา น่าจะเริ่มมาตั้งแต่พุทธศักราช 2348 สมัยที่พระเจ้ากาวิละให้ “ชาวยอง” ทั้งหมดมาบูรณะเมืองลำพูน แล้วชาวยองเหล่านั้นได้แยกย้ายกันไปตั้งถิ่นฐานในที่ราบลุ่มแม่น้ำต่างๆ รวมทั้งแม่น้ำทาในเขตอำเภอแม่ทาด้วยโดยเฉพาะในปัจจุบันในเขตตำบลทาทุ่งหลวง ตำบลทากาศ และตำบลทาขุมเงิน ของอำเภอแม่ทา ซึ่งเป็นแหล่งไม้แกะสลักที่ใหญ่และสำคัญ และเป็นชาวยองเกือบทั้งหมด ตามประวัติศาสตร์ กล่าวไว้ว่า ชนชาวยองที่อพยพมาจากเมืองยองนั้น มีฝีมือทางด้านแกะสลักไม้ และการทอผ้าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งชาวอำเภอแม่ทา โดยเฉพาะใน 3 ตำบลดังกล่าว ก็มีฝีมือในการแกะสลักไม้ และการทอผ้าเช่นเดียวกัน
     จากคำบอกเล่าของพ่อหลวงสิงห์ชัย ปะระดี เกิดเมื่อพ.ศ.2476 ปัจจุบันอายุ 76 ปี เป็นคนบ้านหนองยางไคล หมู่ที่ 4 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้านหนองยางฟ้า หมู่ที่ 5 และนายทีปกร จินะเป็งกาศ บุตรชายของกำนันคำ จินะเป็งกาศ เล่าว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.2447 พ่อหลวงน้อยซอน จินะปัญโญ เป็นคนบ้านดอยแช่ ตำบลทากาศ กับเพื่อนอีก 2 คน คือ พ่อจันทร์ อุดมสุข ชาวบ้านหมื่นข้าว และ กำนันคำ จินะเป็งกาศ กำนันตำบลทากาศ ซึ่งทำงานเป็นกุลีทางรถไฟ อยู่ที่สถานีรถไฟหนองหล่ม ในขณะที่ทำงานเป็นกุลีได้เดินทางไปกลับเชียงใหม่-ลำพูน เป็นประจำ และได้ไปทำธุระที่จังหวัดเชียงใหม่ บ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง แล้วได้ไปพบเห็นชาวบ้านกำลังทำการแกะสลักไม้สักเป็นรูปช้าง รู้สึกสนใจ ด้วยพื้นฐานของบรรพบุรุษที่เป็นช่าง(สล่า) มีฝีมือทางด้านนี้อยู่แล้ว จึงได้ซื้อไม้แกะสลักดังกล่าว มาเป็นตัวอย่าง แล้วลองแกะสลักดู ปรากฏว่าสามารถทำได้เหมือนที่ซื้อมา เมื่อลองทำได้จำนวนมากแล้ว ก็นำช้างที่แกะได้มาลงแร็คเกอร์เงาจนสวยงาม ใส่ถุงย่ามนำไปขาย ได้ราคาดี ร้านแถวถนนวัวลาย ,อ.หางดง, บ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และตลาดป่าซางในสมัยนั้นมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศว่าเป็น “ดินแดนแห่งสาวงามและผ้าพื้นเมือง” ต่อมาก็ได้ขยายตลาดไปยังตำบลสบตุ๋ย อ.ห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองรถม้าของจังหวัดลำปางและการเดินทางสะดวก เนื่องจากแหล่งค้าขายติดกับสถานีรถไฟสบตุ๋ย การเดินทางไปมาทางนี้จึงสะดวกสบายที่สุด เพราะในอดีตไม่มีรถยนต์ จึงต้องอาศัยทางรถไฟ และการนำไม้แกะสลักไปขาย ต้องจ้างลูกหาบไปส่งของถึงสถานีรถไฟหนองหล่ม ซึ่งเป็นระยะทางเดินประมาณ 8 กิโลเมตร เดินทางโดยรถไฟ บางทีก็นอนค้างแรมที่นั่นเสร็จธุระค่อยกลับ ช้างแกะสลักที่นำไปขายตอนนั้น ตัวละ 25 บาท (4ตัว 100 บาท) แกะด้วยไม้สักเท่านั้น รูปแบบของช้างก็จะยืนบนดอย(ภูเขาเล็กๆ)มีแท่น มีงาสองด้าน งวงห้อยลงมา ดูสง่างาม หลังจากนั้นก็มีการติดต่อสั่งของจากจังหวัดต่างๆเรื่อยมา พ่อหลวงน้อยซอนและพ่อหลวงจันทร์ อุดมสุข จึงมีการพัฒนาฝีมือจนชำนาญ แกะสลักไม้ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและ มีรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ปรากฏว่าประสบกับความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง มีการสั่งซื้อจากลูกค้ามากขึ้น พร้อมๆกับมีการสั่งให้แกะสลักเป็นรูปต่างๆ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย นก เป็ด แมว พระพุทธรูป ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ของที่ระลึก เช่น ช้อน ทัพพี กระบวย ดอกไม้ ต้นกล้วย เป็นต้น จึงทำให้ชาวบ้านเกิดการตื่นตัว สามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและผู้ประกอบการได้อย่างมั่นคง ทำให้เกิดโรงงานขนาดใหญ่ และกระจายไปในครอบครัวหลายแห่งในระยะเวลาอันรวดเร็ว
      พ่อหลวงหนานรอด จินะปัญโญ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2469 ปัจจุบันอายุ 84 ปี เดิมอาศัยอยู่บ้านดอยแช่ กับพ่อน้อยซอน จินะปัญโญ ผู้เป็นพ่อ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2499 ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านท้องฝาย หมู่ที่ 3 เล่าให้ฟังว่า พ่อน้อยซอน จินะปัญโญ เดิม นามสกุล จินะปัญโญกาศ แต่พ่อหนานรอดเห็นว่ามันยาวเลยตัดออก (แต่ไม่มีหลักฐานใดปรากฏว่ามีกาศ มีเพียงคำบอกเล่าของลูกชายเท่านั้น) พ่อน้อยซอน อายุประมาณ 20 ปี ทำงานเกี่ยวกับการรถไฟ เป็นกุลี (หัวหน้าคนงาน) อายุประมาณ 50 ปี ก็ลาออกมาทำไร่ทำสวนอยู่ 2 ปี แล้วจึงหันมาแกะสลักไม้สัก รูปช้าง นางไหว้ กวาง ของใช้ต่างๆ ส่งขายในตัวเมืองเชียงใหม่ (ร้านชลนารีหัตถกิจ อ.เมือง บริเวณตลาดวโรรส) ,อ.ป่าซาง จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง เดินทางโดยทางรถไฟ และรถยนต์(ของพ่อหลวงสำราญ วรรณตุง รถคอกหมู) ซึ่งพ่อน้อยซอนจะฝึกหัดแกะเองที่บ้าน มีคนบ้านหมื่นข้าว และบ้านดอยแช่ มาฝึกหัด และพ่อหลวงหนานรอดยังบอกอีกว่า พ่อน้อยซอนมีลูกศิษย์อยู่ 4 คน คือ
      1.พ่อหลวงจันทร์ จ้อยกาศ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
      2.พ่อหลวงทา ปัญญากาศ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
      3.พ่อหลวงใจ๋ เมาเพชรกาศ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
      4.พ่อหลวงสม ปัญโญกาศ อาศัยอยู่บ้านดอยแช่ ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่

      พ่อน้อยซอน จินะปัญโญ มีบุตรธิดา 4 คน แต่มีผู้สืบทอดฝีมือและอาชีพนี้เพียงคนเดียวนั้นก็คือ พ่อหลวงหนานรอด จินะปัญโญ เนื่องจากสมัยก่อนบวชเป็นพระที่วัดดอยแช่ พระทุกวัดต้องทำตู้ ,ทำร่มเป็น บางทีก็ต้องไปซื้อกระดาษสาที่สันป่าตองมาทำร่ม ส่วนพ่อหลวงหนานรอด จินะปัญโญ มีบุตรธิดา 3 คน แต่มีผู้สืบทอดฝีมือและอาชีพคือ นายบุญรัตน์ จินะปัญโญ และนางพิสมัย จินะกาศ นายบุญรัตน์ยังบอกอีกว่า ตนหัดตั้งแต่อายุ 9-10 ขวบ เรียนแกะกับพ่อแต่ไม่เป็น ไปฝึกหัดแกะกับเพื่อนบ้านจึงชำนาญ แกะช้าง สมัยนั้นยังใช้แค่มีดปาดให้เรียบ(ยังไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเหมือนปัจจุบัน) ไม้ก็ยังเป็นไม้สัก และเปลี่ยนเป็นไม้ง้าว ไม้งิ้ว จนกลายมาเป็นไม้ฉำฉา ตนเคยนำไม้แกะสลักไปขายที่ร้าน ช.เลิศลอย เดินทางไปโดยรถไฟ รถออกตีสาม ผ่านสบทา ขึ้นเชียงใหม่กลับถึงบ้าน สามทุ่ม ปัจจุบันมีภาพตัวอย่างก็สามารถแกะสลักได้เลย
      พ่อหลวงสม ปัญโญกาศ อาศัยอยู่บ้านดอยแช่ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2468 ปัจจุบันอายุ 85 ปี เป็นลูกศิษย์ของพ่อน้อยซอน จินะปัญโญ ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน พ่อหลวงสม เล่าว่า ตนเริ่มฝึกหัดตอนอายุได้ประมาณ 30 ปี ฝึกหัดที่บ้านของพ่อน้อยซอน โดยแกะสลักช้างไม้สักก่อน มีแท่นยืนเป็นภูเขาก็มี แท่นเรียบเท่ากันก็มี จนชำนาญ ก็กลับมาแกะเองที่บ้าน มีพ่อเลี้ยงมาจ้างแกะ จากตัวละ 5 บาท แพงขึ้นเรื่อยๆ พอนานเข้าก็ไปขายเอง อ.ป่าซาง , จ.เชียงใหม่ สมัยนั้นไม่มีรถยนต์ หาบใส่กล่องกระดาษ เดินไปขึ้นรถไฟที่หนองหล่มนำไปขายเดือนละ 2-3 ครั้ง ร้านประจำ ชื่อร้าน “สูวีเน” อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาแกะคนกับเครื่องดนตรี, แกะแขน, แกะคนเป่าปี่, คนตีระนาด, คนเล่นกลองวง และคนเล่นซะล้อ ยังไม่มีโรงงานแกะกันแบบอุตสาหกรรมครัวเรือน ไม่เร่งรีบ เอาความประณีตไว้ก่อน ทำให้มีผู้ประกอบการมารับซื้อถึงบ้าน พ่อหลวงสม ปัญโญกาศ มีบุตรธิดา 6 คน บุตรธิดาทุกคนสามารถผู้สืบทอดฝีมือและอาชีพได้หมด ซึ่งพ่อเป็นผู้ฝึกสอนเองทั้งหมด คนที่ไม่ใช่ลูกหลานก็มาหัดด้วย อายุแก่กว่าก็มี(หัวเราะ) พ่อหลวงสม ปัญโญกาศ เลิกแกะสลักไม้ตั้งแต่อายุได้ 70 กว่า
      ปี พ.ศ.2500 พ่อหลวงน้อยเสาร์ พุทธวงค์ เป็นคนบ้านหนองยางฟ้า หมู่ที่ 5 ก็เริ่มเห็นว่าการแกะสลักเป็นการสร้างรายได้ที่ดี จึงไปเอาแบบจาก พ่อหลวงน้อยซอน จินะปัญโญ นำมาฝึกหัดเอง ลองผิดลองถูก เนื่องจากคนสมันนั้นหวงวิชากันอยู่จึงต้องฝึกหัดเอง และต่อมาพ่อน้อยแปง ตุ้ยกาศ และพ่อหลวงข่าย นันตากาศ เป็นคนบ้านท้องฝาย หมู่ที่ 3 ก็เริ่มนำมาฝึกหัดบ้าง สมัยนั้นก็ยังคงเป็นรูปช้างไม้สักยืนบนดอย(ภูเขาเล็กๆ) นำไปขายให้กับร้านค้าในอ.หางดง ด้วยตนเอง ไม่มีพ่อค้ามารับ จนกลายเป็นอาชีพที่แพร่หลายทั่วทั้งตำบลทาทุ่งหลวง
      จากคำบอกเล่าของพ่อน้อยแปง ตุ้ยกาศ เกิดเมื่อปีพ.ศ.2466 ปัจจุบันอายุ 87 ปี ตนตามเพื่อน 4 คน คือ พ่อหลวงข่าย นันตากาศ ,กำนันสงัด เดคำกาศ ,กำนันแสงเมือง เสาวภาณี และพ่อหลวงสำราญ วรรณตุง เพื่อนทั้ง 4 นำไปขายที่จังหวัดเชียงใหม่ ฝั่งธน กรุงเทพฯ บางคนก็ไปตามเก็บเงิน ส่วนตนติดตามไป ก็เลยเกิดความรู้สึกอยากทำบ้าง ก็เลยฝึกหัดแกะ พอแกะได้นำไปขายจังหวัดเชียงใหม่ แล้วไปกรุงเทพฯที่หลัง พักหลังก็ไปเองได้ เอาจำพวกช้าง ขนาดและราคาแตกต่างกันไปตามแบบ พ่อน้อยแปง มีบุตรธิดา 4 คน แต่มีผู้สืบทอดฝีมือและอาชีพนี้เพียงคนเดียวนั้นก็คือ นายสุวรรณ ตุ้ยกาศ อาศัยอยู่บ้านแพะหลวง หมู่ที่ 2 ตำบลทาทุ่งหลวง
      นายทศ เสาวภาณี กำนันตำบลทาทุ่งหลวง ปัจจุบันอายุ 49 ปี อาศัยอยู่บ้านเหมืองลึก หมู่ที่ 2 ตำบลทาทุ่งหลวง เป็นบุตรของกำนันแสงเมือง เสาวภาณี เล่าว่า ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยเห็นพ่อแกะสลักเลย แต่จะซื้อไม้มาแล้วไปให้ผู้ที่แกะเป็นแกะให้ หรือก็ไปซื้อเป็นตัว ที่แกะเรียบร้อยแล้ว โดยหาช่างที่มีฝีมือแล้วนำมาส่งขายอีกที กำนันแสงเมืองมีบุตรธิดา 4 คน แต่ไม่มีผู้สืบทอดอาชีพต่อ
      ปีพ.ศ.2505 พ่อหลวงสิงห์ชัย ปะระดี ก็ได้นำตัวอย่างช้าง มาเป็นแบบ เพื่อฝึกหัดเองลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆจนสวยงาม ประมาณ 10 ตัวได้ บางคนหัดแกะใหม่ๆ ช้างมีตั้ง 8 ขา (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็นำไปลงแร็คเกอร์ ส่งขายเองในอ.หางดง จ.เชียงใหม่ สมัยนั้นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของงานแกะสลัก ก็คือ ต้องเป็นการแกะสลักช้างและต้องเป็นไม้สักเท่านั้น ไม้สักก็ตัดมาจากภายในหมู่บ้าน ตำบล ต่อมาทางการเริ่มมีกฎหมายออกมาห้ามตัดไม้สักเองเนื่องจากผิดกฎหมาย ชาวบ้านจึงไม่มีไม้มาทำการแกะสลัก พ่อหลวงสิงห์ชัย และเพื่อนๆ จึงรวมกลุ่มกันคิดหาทางออก โดยมี
      1.กำนันสงัด เดคำกาศ อาศัยอยู่บ้านหมื่นข้าว ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
      2.พ่อหลวงสำราญ วรรณตุง อาศัยอยู่บ้านเหมืองลึก ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
      3.พ่อหลวงสิงห์ชัย ปะระดี อาศัยอยู่บ้านหนองยางฟ้า ผู้ให้ข้อมูล

      และคณะ ได้จัดตั้งกลุ่มขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มสหกรณ์ผลิตไม้แม่ทา” เริ่มต้นจากการมีสมาชิก 25 คน มาจากในตำบลทาทุ่งหลวงและตำบลทากาศ พอตั้งเป็นกลุ่มขึ้นมาก็ไปซื้อไม้สักที่ถูกกฎหมายจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดเชียงใหม่ (อ.อ.ป. จ.เชียงใหม่) นำมาให้สมาชิกกลุ่มสหกรณ์ผลิตไม้แม่ทาแกะสลัก สมาชิกส่วนใหญ่จะมารับไม้สักแล้วนำไปแกะที่บ้านของตนเอง ทำให้ทางกลุ่มสหกรณ์ผลิตไม้แม่ทามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ปีพ.ศ.2512 จากการแกะสลักรูปช้างก็เริ่มเปลี่ยนมาแกะสัตว์ นางไหว้ ภาชนะ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งก็ได้นำต้นแบบมาจากเชียงใหม่ มีแต่การลงแร็คเกอร์เงา ยังไม่มีการทำสี แล้วก็นำส่งขายให้ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ จนกระทั่งไม้สัก จากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดเชียงใหม่ (อ.อ.ป. จ.เชียงใหม่) หมดลง ก็เลยต้องคิดหาวิธีการนำไม้ต้นจามจุรี(ไม้ฉำฉา) มาแกะสลักแทนไม้สัก ซึ่งคุณภาพ สวยงาม คงทน ไม่ต่างกัน และไม้จามจุรี(ไม้ฉำฉา) ที่นำมาแกะก็ตัดมาจากภายในตำบล ในจังหวัดลำพูน และไม่นานก็หมดลงอีก คราวนี้เลยมีการสั่งไปทางจังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน ฯลฯ ให้นำมาส่งให้มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ปะปนกันไป
      เมื่อวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2533 กลุ่มสหกรณ์ผลิตไม้แม่ทา ยังคงอยู่ แต่เปลี่ยนชื่อมาเป็น “สหกรณ์บริการแกะสลักไม้แม่ทาจำกัด” และมีการสับเปลี่ยนประธานและคณะกรรมการมาโดยตลอด และสมาชิกก็มีจำนวนที่มากขึ้น ทั่วทั้งอำเภอแม่ทา หลังจากนั้นชาวบ้านก็หันไปเอาไม้จากโรงงานและเป็นคนงานในโรงงานแทน เนื่องจากไม่ต้องซื้อไม้ด้วยตนเอง ใช้ไม้ที่ทางโรงงานซื้อมาแทน แล้วแกะสลักให้เจ้าของโรงงาน นำส่งขายในจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป
      จากคำบอกเล่าของแม่โสภา เดคำกาศ ปัจจุบันอายุ 74ปี เป็นคนบ้านหมื่นข้าว ภรรยาของกำนันสงัด เดคำกาศ(เสียชีวิตแล้ว) เล่าว่า การแกะสลักมีมานานแล้ว โดยการไปซื้อตัวอย่าง ถ่ายรูปตัวอย่าง นำมาแกะลวดลายเองให้เหมือนตัวอย่าง แล้วนำไปแจกจ่ายชาวบ้านในบ้านหมื่นข้าว ดอยแช่ ส่วนชาวบ้านทาทุ่งหลวงจะเดินทางมาฝึกหัด แล้วกำนันสงัดก็เป็นผู้ฝึกสอนให้ แล้วส่งขายที่กรุงเทพมหานคร เช่น แขวงบุคคโล เขตธนบุรี ถนนหลานหลวง โดยการติดต่อด้วยตนเอง ประมาณพ.ศ.2510 โดยการขึ้นรถไฟไปคนเดียวก่อน พอติดต่อได้แล้วก็เริ่มชักชวนเพื่อนๆไปขายด้วย แม่โสภาบอกว่าตัวแม่โสภาเองก็เคยได้ไปขายไม้แกะสลักด้วยเหมือนกัน บางทีก็ไปเก็บเงิน ไม่ได้เอาของไปส่ง รับตัวอย่างบ้างแล้วแต่โอกาส สัตว์ที่นิยมแกะในสมัยนั้นจะเป็นไม้สัก จำพวก ช้าง แมวหูตั้ง ช้อนส้อม ส่งขาย แพร่ ลำปาง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ แต่ช่วงระยะหลังอำเภอหางดงออกมาหาซื้อเองถึงบ้าน แรกๆก็ขายเป็นชิ้น ชิ้นละ 70-100 บาท ต่อมาก็ขายทีละเยอะๆ ซึ่งที่ที่กำนันสงัดและแม่โสภาอาศัยอยู่ในปัจจุบันเคยทำเป็นโรงงาน ชื่อโรงงาน “ชัยประดิษฐ์” มีคนงาน 150 คน อยู่กินกันที่โรงงานหมดเลย การทำสีก็ยังไม่รู้จัก รู้จักแต่เคลือบแร็คเกอร์เงา แล้วบ้านถวายก็นำสินค้าไปทำสีตกแต่งใหม่ ส่วนไม้สักก็หาได้จากอำเภอลี้ หรือบ้านป่าเลา ตำบลทากาศ โดยการหาบออกมาขาย หลังจากไม้สักหมดลงก็เปลี่ยนมาเป็นไม้จามจุรี(ไม้ฉำฉา)แทน กำนันสงัดและแม่โสภา มีบุตรและธิดารวม 5 คน แต่มีผู้สืบทอดฝีมือและอาชีพนี้เพียงคนเดียวนั้นก็คือ      นายเกษม เดคำกาศ ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านท้องฝาย หมู่ที่ 3 ตำบลทาทุ่งหลวง
นายเกษม เดคำกาศ บุตรชายของกำนันสงัด เดคำกาศ เล่าว่าตนเองเริ่มฝึกหัดแกะสลักตั้งแต่จบมัธยมปีที่ 3 โดยพ่อเป็นผู้ฝึกสอนให้ เริ่มจากการแกะสลักช้างไม้สัก เริ่มส่งในเชียงใหม่ก่อนแล้วส่งกรุงเทพฯ ขนส่งโดยรถคอกหมู หลังจากนั้นจึงกลายมาเป็นช้อนส้อมและสัตว์ตามลำดับ (นอกจากนั้นยังได้นำช้อนส้อมอายุกว่า 40 ปีมาโชว์อีกด้วย) ยาวถึง 36 นิ้ว บางเจ้าสั่งให้ยาวถึง 72 นิ้วเลยที่เดียว ส่วนบุตรชายของนายเกษมแกะสลักไม้ไม่เป็นเลย
การแกะสลักไม้ในสมัยก่อนจะเป็นลักษณะอุตสาหกรรมในครัวเรือน การถ่ายทอดวิชาจะเป็นลักษณะสืบทอดจากบรรพบุรุษ และ เครือญาติ แต่ในปัจจุบันการแกะสลักไม้ของอำเภอแม่ทาได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย คือจะเป็นลักษณะของอุตสาหกรรมประเภทโรงงาน วัตถุประสงค์ในการทำ ทำเป็นธุรกิจหรือการค้า

     ปัจจุบันการแกะสลักได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริมสร้างการแกะสลักจากเดิม ให้การผลิตได้มาตรฐาน สวยงาม ประณีต และรวดเร็ว เหมาะกับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น ประกอบกับในปัจจุบันการสื่อสาร และการคมนาคมรวดเร็ว โดยเฉพาะทางอินเตอร์เน็ต จึงทำให้ธุรกิจไม้แกะสลักขยายตัวไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ทั้ง 3 ตำบล คือ ตำบลทาทุ่งหลวง ตำบลทากาศ และตำบลทาขุมเงิน ของอำเภอแม่ทา ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเท่าที่ควร เนื่องจากการแกะสลักไม้ของอำเภอแม่ทา ส่วนใหญ่เป็นชิ้นงานที่เรียกกันว่า “งานดิบ” คือเป็นเพียงการแกะให้เป็นรูปร่างตามที่ลูกค้าต้องการ มีการขัดเกลาด้วยเครื่องเพียงเล็กน้อย ผู้ส่งจะต้องนำไปตกแต่งรายละเอียด และเก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง แล้วจึงมีการลงสี หรือแลคเกอร์เป็นขั้นตอนต่อไป ลูกค้าและตลาดที่สำคัญของไม้แกะสลักอำเภอแม่ทา คือ หมู่บ้านถวาย อำเภอหางดง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และตลาดในตัวเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันนี้ที่อำเภอแม่ทาก็มีการตกแต่งรายละเอียดแบบครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่การผลิต จนกระทั่งสามารถนำออกจำหน่ายได้เลย
      ปัจจุบัน อาชีพการแกะสลักไม้ของอำเภอแม่ทา เริ่มมีปัญหาสืบเนื่องมาจากสมัยก่อน ใช้ไม้สักซึ่งเป็นไม้ที่มีคุณภาพ ง่ายแก่การบำรุงรักษา แต่ต่อมาไม้สักหาได้ยากขึ้น ประกอบกับเป็นไม้ต้องห้ามทางกฎหมาย จึงหันมาใช้ไม้ประเภทอื่นแทน เช่น ไม้มะม่วง ไม้ขนุน ไม้งิ้ว และโดยเฉพาะไม้ฉำฉา (จามจุรี) ซึ่งต้องเพิ่มกรรมวิธี และขั้นตอนการทำ และการบำรุงรักษาเพิ่มมากขึ้นด้วย และปัญหาทางการตลาด คือ ชิ้นงานต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการสั่งมาจากต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันนี้ ต่างประเทศได้ลดการสั่งซื้อสินค้าเข้ามา เพราะทั่วโลกเกิดภาวะทางเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นต้น

รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล
โดย นางเฉลิมพร  อ่อนแสง
นักวิชาการประชาสัมพันธ์ 4
เมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม พ.ศ.2553

 
 Design by MODNGAN.COM